และแล้วมันก็เกิดขึ้นกับผมอีกแล้วครับ  มันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดมากตั้งแต่ที่ได้รู้ข่าวว่า Sweeney Todd โดนเซนเซอร์  พระเจ้า    มันจะเซนเซอร์อะไรกันครับ   อย่างที่ทราบๆกันอยู่ว่า หนังเรื่องนี้ก็ถูกโปรโมทว่าเป็นหนังเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆาตรกรรม  คนที่เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ก็มีสำนึกส่วนหนึ่งว่ากำลังจะไปดูเรื่องอะไร  ทำไมครับ กลัวเด็กไร้เดียงสาบังเอิญซื้อตั๋วหนังผิดเรื่องเข้าไปหรือไงครับ  และหลังจากที่ผมได้ดู ผมก็พอจะเข้าใจว่ามันอาจจะหวาดเสียวบ้าง แต่การเซนเซอร์มันช่วยอะไรได้บ้างครับ  ถามหน่อย  ถึงคนดูจะไม่เห็นว่ามีดมันกรีดลงไปในคอกี่เซน แต่เค้าคงไม่รู้หรอกนะครับว่ามันคือการฆ่า  ทำไมครับ ไอ้ยาหม่องและโมเสกต่างๆเนี่ยถ้าไม่ใส่จะนอนไม่หลับหรือไงกัน    แต่ที่กล่าวมายังไม่พอครับ หนังเรื่องที่เข้าฉายในเวลาใกล้เคียงกันอย่าง Saw 4 กลับไม่โดนตัดหรือเซนเซอร์ใดๆทั้งปวง ทั้งๆที่เนื้อหาน่าจะรุนแรงกว่า............คำถาม    มาตรฐานอยู่ที่ไหนหรือ???   

      

        ผมตั้งข้อสันนิษฐานเอาไว้ในกรณีนี้ว่า ทางกองเซนเซอร์คงจะไม่กล้าดูเรื่อง saw เพราะว่ากลัวหวาดเสียว หนังจึงไม่โดนชำแหละแต่อย่างใด  แต่ทางกองคงจะมานั่งดู Sweeney Todd กันชิวๆ พร้อมกับจิบกาแฟไป แต่พอดูถึงฉากปาดคอเห็นเลือดสีแดงๆพุ่งออกมามากเกินไป จนตัวเองตกใจเผลอกัดลิ้นตัวเองจนเลือดไหลลงไปในกาแฟ  ท่านจึงแค้น ต้องใส่ยาหม่องลงไปในฟิล์ม

      

      เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดแค่ครั้งนี้ครั้งแรก  จำกันได้ไหมว่าครั้งล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครม คือหนังของพี่เจ้ย เรื่องแสงศตวรรษ  โดนตัด  พี่เจ้ยแกเลยขอฟิล์มกลับ ไม่ฉายมันละ ....แต่ขอโทษทีเถอะ ทางกองก็ยังโบกปูนไว้บนหน้าก่อนจะออกมายึดฟิล์ม ไม่ยอมส่งคืนซะงั้น  ถือสิทธิ์อะไรเนี่ย ????   รู้มั้ยครับว่าหนังพี่เจ้ยเรื่องนี้ได้ฉายในหลายๆประเทศพร้อมกลับเสียงชื่นชม โดยเฉพาะเป็นหนึ่งในหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลของ BBC  แต่ขอโทษทีเถอะ ประเทศแม่กลับไม่ได้ฉาย คนไทยกลับไม่ได้ดู  ให้มันได้อย่างนี้สิ

      อีกเคสหนึ่งที่จะขอนำมากล่าวอ้าง เป็นเรื่องที่เกิดกับตัวผมเอง  นั่นคือหนังเรื่อง300ครับ  ผมมีโอกาสได้ดูเรื่องนี้ที่พารากอนซีนีเพล็ก  โดยขณะซื้อตั๋วเตรียมจะยื่นเงิน140บาท  ทางพนักงานก็ขอเก็บเพิ่มอีก40หรือ50บาทไม่แน่ใจ โดยบอกว่าเป็นโรงดิจิตอล  ผมก็สงสัย แต่ด้วยความที่ไม่มีรอบก็เลยจำใจจ่ายเงินไป  ผมก็ดูหนังเรื่องนี้ผ่านไปด้วยความราบรื่น  แต่ในอีก2วันถัดมา ก็มีเพื่อนผมคนนึงมาบ่นให้ฟังเรื่องฉากเทพพยากรณ์ในหนัง ซึ่งเป็นฉากที่มีความงดงามว่าโดนทายาหม่อง  ผมเองก็สงสัยเพราะที่ไปดูมามันไม่มียาหม่องนี่ ถามไปมาก็ได้ความว่า เพราะผมไปดูแบบโรงดิจิตอลเลยไม่โดนเซนเซอร์............เออ ดีแฮะ  ผมดูหนังเรื่องนี้ ฉากฆ่าฟันก็ค่อนข้างมาก ฉากที่โดนฟันกันหัวหลุดก็มี (เอ....ทำไมแค่เชือดคอถึงโดนเซนเซอร์หว่า) มันก็ไม่ได้เซนเซอร์อะไร ทำไมพอเจอนมปุ๊ป จะเกิดอาการมือไม้สั่น ต้องทำไรซักอย่าง (เอ......หรือว่านมเค้าสวยกว่าหว่า)  ทำไมหรอครับ นมมันเป็นพิษภัยต่อสังคมขนาดนั้นเลยหรอครับ นมมันสร้างความเสื่อมโทรมให้กับสังคมนักหรอครับ  ทำไมถึงเห็นนมไม่ได้หรอ  ทุกคนเกิดมาก็ต้องเคยดูดนมแม่กันทั้งนั้น  นมคนเราทุกคนก็มี  หรือว่าแค่เห็นนมก็จะเงี่ยนกันทุกคนเลยหรือ???  กลับกัน ฉากฆ่ากันมันไม่เป็นพิษภัยกลับสังคมเลยหรืออย่างไร  ทางกองคงจะมีทฤษฎีว่าด้วยเรื่องนมมั้งครับ ว่าเห็นนมคนอื่นมากๆ จะกลายเป็นคนเลวกันไปหมด.......เยี่ยมจริงๆ   แต่เหนือสิ่งอื่นใดครับ ถ้าคุณอยากจะดูนมจริงๆจนทนไม่ไหว ก็จงเสียตังเพิ่มไปดูในโรงดิจิตอลครับ รับรองเห็นนมกันอย่างชัดๆแน่

..... 

 .....

 ........

 ...............

 .........

 ......

ขอสดุดีให้กับการทำงานของกองเซนเซอร์แห่งประเทศไทย

 

 

edit @ 7 Feb 2008 21:13:22 by vchayan

Across the universe : Politic+Love=Music

posted on 30 Jan 2008 21:16 by inmyplace

                                           

   ในที่สุดก็ได้กลับมาเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์อีกครั้ง หลังจากไม่ค่อยมีเวลามานั่งเขียนซะนาน  และเนื่องด้วยได้ดูหนังที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าต้องเขียนถึงซะหน่อย  และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องอื่นไกลหรอกครับ มันคือเรื่อง Across the universe นั่นเอง   ก่อนอื่นก็ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นอีกหนึ่งคนที่คลั่งไคล้ในบทเพลงของ The Beatles เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การวิจารณ์จึงจะออกมาตามความรู้สึกของผู้เขียนนะครับ

 

     Across the universe เป็นหนังที่ใช้ดนตรีของ The Beatles มาเป็น theme หลักของเรื่อง(ชื่อเรื่องก็เอามาจากเพลงแล้วล่ะ) ใช้เป็นตัวกลางที่จะนำพาคนดูโลดแล่นไปกับตัวเนื้อเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นชื่อของตัวละครที่นำเอามาจากเพลงของ beatles หลายชื่อ  เช่น Jude จากเพลง Hey Jude หรือ Prudence จากเพลง dear prudence  ดังนั้นเนื้อหาในหนังเรื่องนี้จึงเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับและสอดคล้องกับเพลงของ beatles แทบจะทั้งสิ้น

      

     เรื่องย่อๆของหนังจะมีอยู่ว่า พระเอกออกเดินทางจากเกาะอังกฤษไปยังอเมริกาเพื่อตามหาพ่อ และเกิดไปพบรักกับหญิงสาวซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิทที่พบกันที่นั่น จนกระทั่งเพื่อนของพระเอกถูกจับไปเกณฑ์ทหาร น้องสาวจึงไปเข้าร่วมกลุ่มประท้วงต่อต้านสงคราม จนเป็นเหตุให้พระเอกต้องระเห็จกลับไปยังอังกฤษ และกลับมาหานางเอกที่อเมริกาในตอนจบ  

      เราจะพบว่าเหตุการณ์บางอย่างจะเกิดขึ้นโดยไร้ซึ่งเหตุผล(ซึ่งเป็นการผิดคุณสมบัติของพลอตที่ดี) แต่ใครจะแคร์ล่ะครับ เพราะเราเข้ามาชมด้วยความคลั่งไคล้ The Beatles ต่างหาก  และจะพบอีกว่าเหตุการณ์หลายสิ่งในหนังนั้นก็นำเอามาจากเรื่องจริงของ The Beatles เช่น การขึ้นไปเล่นคอนเสิทบนดาดฟ้าตึก ซึ่งbeatles ก็เคยทำมาก่อน แต่จะต่างกันที่ในความเป็นจริง ตำรวจไม่ได้มาไล่ เพียงแต่บอกว่าอย่าเล่นดังมากจนรบกวนเพื่อนบ้าน (อันที่จริงกว่านั้น มีเพื่อนบ้านแจ้งตำรวจว่ามันรบกวน) 

    ถึงแม้ว่าพลอตเรื่องจะเดินตามทิศทางที่เพลงเป็นตัวกำหนด แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงมีประเด็นมาให้พูดถึงในหนัง   ซึ่งเราจะแบ่งแยกเป็น 2ประเด็นสำคัญ ได้แก่เรื่องการเมืองในสมัยนั้น คือเรื่องของสงครามเวียดนาม และอีกเรื่องได้แก่เรื่องความรักนั่นเอง  2สิ่งนี้เป็นสิ่งที่หนังสื่อออกมาชัดเจนเทียบเท่ากับบทเพลงของ The Beatles  ถ้าเรามองย้อนกลับไป เพลงของ The Beatles ที่ถูกแต่งขึ้นจากเหตุการณ์ในช่วงนั้นก็มีไม่น้อย (เป็นที่รู้กันว่า John Lennon เป็นอีกคนที่เรียกร้องความสงบสุขและสันติภาพ เห็นได้จากการแต่งเพลง Imagine )

                                              

      จากที่กล่าวไว้ในข้างต้นที่ว่าเนื้อเรื่องของหนังเดินทางตามบทเพลง แต่ในอีกนัยหนึ่ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในหนังต่างหากที่เป็นจุดกำเนิดของบทเพลง ตามสมการที่ผมตั้งขึ้นเองคือ Politic+Love=Music   และสุดท้ายหนังก็เลือกที่จะจบด้วยเพลง All you need is love(อีกหนึ่งเพลงโปรดของผม) ซึ่งต้องการจะบอกว่า ทุกสิ่งที่เราต้องการก็คือความรักนั่นเอง

    แต่อย่างที่กล่าวไว้ว่าสเน่ห์ของหนังเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวพลอต แต่สิ่งที่จะลืมพูดถึงไม่ได้นั่นก็คืองานทางด้านภาพ  หนังเรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยการถ่ายทำในรูปแบบของมิวสิควีดีโอ และความเป็นศิลปะที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม  เทคนิกที่นำมาใช้มีอยู่อย่างหลากหลาย  ซึ่งทำให้คำว่าภาพยนตร์เป็นศิลปะแขนงหนึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน  และความงามของศิลปะภายในหนังเรื่องนี้ถือเป็นคุณค่าที่สำคัญยิ่งของหนังเรื่องนี้ไปเลยทีเดียว

ปล. 1.หนังเรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะมาก ดูมาแล้ว 2รอบครับ แต่คิดว่ายังเก็บได้ไม่หมด  ยังไงถ้าออกแผ่นมาคงจะซื้ออย่างแน่นอน

ปล.2. ดูเสร็จรีบวิ่งไปร้านโดเรมีซื้อแผ่นซาวแทร็คมาทันที 555+

ปล.3. เพิ่งกลับมาเขียนใหม่ สำนวนอาจติดขัดบ้าง ขออภัย

 

 

 

 

edit @ 2 Feb 2008 00:22:56 by vchayan